สถานที่ท่องเที่ยว
สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสิน
สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินสวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสิน สภาพภูมิทัศน์โดยรอบร่มรื่นสวยงาม มีการขุดบึงล้อมรอบซึ่งใช้เป็นที่พายเรือเล่นและยังใช้เป็นที่เพาะพันธุ์ปลาของประมงจังหวัดอีกด้วย เกาะกลางบึงประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้าพร้อม
ทหารคู่พระทัยทั้งสี่คือพระเชียงเงินหลวงพิชัยอาสา หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับการกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ทรงเลือกจังหวัดจันทบุร
ีเป็นที่รวบรวมกำลังพลในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เยื้องกับศาลากลางจังหวัด ริมถนนเลียบเนิน สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเลือกเมืองจันทบุรีเป็นฐานที่มั่นในการรวบรวมไพร่พลไปกอบกู้อิสรภาพ องค์พระบรมราชานุสาวรีย์ เป็นรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้า ตั้งตระหง่านอยู่กลางทหารคู่พระราชหฤทัยทั้งสี่ คือ พระเชียงเงิน หลวงพิชัยอาสา หลวงพรมเสนา หลวงราชเสน่หา ประดิษฐานอยู่บนเกาะกลางบึง บริเวณโดยรอบมีการตกแต่งสภาพภูมิทัศน์เพื่อให้มีความร่มรื่นและสวยงาม ทุกช่วงเช้าเย็นจะมีประชาชนจำนวนมากนิยมมาออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ

อยู่ : ถนนท่าหลวง ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี
การเดินทาง : ตั้งอยู่บนถนนท่าหลวง เยื้องกับศาลากลาง จังหวัด ริมถนนเลียบเนิน การเดินทางเริ่มจากสี่แยก ถ.ท่าหลวง ตัดกับ ถ.พระยาตรัง ขับตรงมาประมาณ 200 เมตร เข้าถนนเลียบเมือง สวนสาธารณะฯ จะอยู่ทางซ้ายมือ
เวลาให้บริการ : ไม่ระบุ
ค่าบริการ : ไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชม
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 3931 2333
โทรสาร : -
เว็บไซต์ : -
อีเมล์ : tatryong@tat.or.th
หาดเจ้าหลาว
เป็นหาดทรายละเอียดสีแดง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของหาดทรายเมืองจันท์ เมื่อน้ำลงแนวสันทรายจะโผล่พ้นน้ำ ทอดเป็นแนวยาวไปจดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน ส่วนชายหาดด้านตะวันออกเป็นแหลมหิน บริเวณสันเขาหาดเจ้าหลาวเป็นจุดชมทิวทัศน์ทะเลที่น่าชม หรือจะเดินเล่นตามเนินเขา หรือจะมานั่งตกปลาเก๋าก็ได้ จากหาดนี้ไปไม่ไกล สามารถออกไปดำน้ำชมปะการังน้ำตื้นได้ หาดเจ้าหลาวเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เพราะมีทั้งที่พักและร้านอาหารทะเล ขึ้นชื่อในความสดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปูดำ หมึก ปลากะรัง ปลากะพง
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวคือ ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม
สามารถหาเช่าเรือท้องกระจกได้ตามร้านอาหารหรือที่พักบริเวณริมหาด ค่าเช่าประมาณ 500-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ

ที่อยู่ : ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ทางด้านตะวันออกของอ่าวคุ้งกระเบน
การเดินทาง :
การเดินทาง ไปยังหาดคุ้งวิมาน หาดแหลมเสด็จ หาดคุ้งกระเบนและหาดเจ้าหลาว สามารถเข้าถึงได้ 2 เส้นทางคือ จากถนนสุขุมวิท ก่อนถึงตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 30 กิโลเมตร ถึงกิโลเมตรที่ 301 มีทางแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3399 และจะพบป้ายทางแยกหาดต่าง ๆ เป็นระยะ อีกเส้นทางหนึ่งคือ จากตัวเมืองเดินทางไปยังอำเภอท่าใหม่ ระยะทาง 17 กิโลเมตร ต่อด้วยเส้นทางที่ไปเขื่อนวังโตนด และเลยไปจนถึงชายทะเลได้เช่นกัน
รถยนต์ส่วนตัว จาก ถ.สุขุมวิท ตรงหลัก กม. 302 ไปตามทางหลวงหมายเลข 3399 เมื่อถึงบ้านหมูดุดจะพบสามแยก ให้เลี้ยวซ้าย จะเห็นป้ายบอกทางไปหาดเจ้าหลาว ระยะทาง 3 กม.
ถ้าเริ่มต้นที่ตัวเมืองให้ใช้ ถ.ท่าแฉลบ ออกจากตัวเมืองประมาณ 5 กม. เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3147 ผ่านค่ายเนินวงไปยัง อ.ท่าใหม่ แล้วใช้ ถ.ท่าใหม่-อ่าวคุ้งกระเบน จากสี่แยกหอนาฬิกา ผ่านโครงการชลประทานจันทบุรี บรรจบกับทางหลวงหมายเลข 3399 เลี้ยวซ้ายไปหาดเจ้าหลาว ระยะทางประมาณ 15 กม.

รถสองแถว จาก อ.ท่าใหม่ ต้องเหมารถสองแถวที่ตลาดท่าใหม่ หรือสี่แยกนาฬิกา ค่ารถประมาณ 150 บาท
วลาให้บริการ : ทุกวัน (ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวคือ ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม)
ค่าบริการ : สามารถหาเช่าเรือท้องกระจกได้ตามร้านอาหารหรือที่พักบริเวณริมหาด ค่าเช่าประมาณ 500-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ
โอ เอ ซีส ซี เวิล์ด
บนพื้นที่กว่า 68 ไร่ เป็นสถานที่เพาะพันธุ์และอนุรักษ์ปลาโลมา ในน่านน้ำจันทบุรี ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 พันธุ์คือ พันธุ์หัวบาตรและพันธุ์หัวขวด การแสดงของปลาโลมามีให้ชมทุกวัน
ที่อยู่ : 48/2 หมู่ 5 ตำบลปากน้ำ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี 22130 ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี 25 กิโลเมตร
การเดินทาง : จาก ถ.สุขุมวิท ผ่านตัวเมือง มุ่งหน้าไปทาง จ.ตราด ผ่านทางแยกเข้าน้ำตกพลิ้ว ถึงหลัก กม. 348 ให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3149 ระยะทาง 12 กม. ขวามือจะมีป้ายบอกทางไปโอเอซิส ซี เวิลด์ อีกประมาณ 1 กม.


เวลาให้บริการ : 09.00 - 18.00 (วันจันทร์ - ศุกร์)
07.00 - 18.00 (วันหยุดราชการ และวันเสาร์ - อาทิตย์)
ค่าบริการ : ผู้ใหญ่ 90
เด็ก 50
ชาวช่างชาติ 180
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 3939 9015,+66 (0) 3936 3238 - 9
โทรสาร : +66 (0) 3939 9015
เว็บไซต์ : http://www.oasisseaworld.net
อีเมล์ : -
อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของอุทยานฯ คือ น้ำตกพลิ้วที่สวยงามมีน้ำตกตลอดปี อยู่ห่างจากจังหวัดจันทบุรีประมาณ 1 กิโลเมตร
ถนนลาดยางตลอดสายทำให้สะดวกสบายในการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในอุทยานฯ มีดังนี้

น้ำตกพลิ้ว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงาม มีน้ำตลอดปี ประกอบด้วยสายธาร 2 สาย สายหนึ่งไหลลดหลั่นผ่านซอกหินผา อีกสายหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า แต่ทิ้งตัวลงมาจากผาสูง 20 เมตร ทั้งสองสายไหลมารวมกันในแอ่งน้ำใสสะอาด สามารถมองเห็นพื้นล่างซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินและทรายในระดับลึกกว่า 2 เมตร ภายในบริเวณน้ำตกและลำคลองมีปลาใหญ่ น้อยหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปลาพลวงหิน
สถูปพระนางเรือล่ม และอลงกรณ์เจดีย์ อยู่ในบริเวณน้ำตกพลิ้ว สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 อลงกรณ์เจดีย์เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2419 สถูปพระนางเรือล่มเป็นสถูปทรงพีรามิด สร้างเมื่อ พ.ศ.2424 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
ภายในสถูปบรรจุพระอังคารของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วย

ที่อยู่ : ตั้งอยู่ในเขต อำเภอแหลมสิงห์ บนเทือกเขาสระบาป ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 19 กิโลเมตร
การเดินทาง :
เวลาให้บริการ : เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 - 18.00 น.
ค่าบริการ : คนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท
ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วมีบ้านพัก 3 หลัง และค่ายพักแรม 3 หลังให้บริการ ติดต่อจองที่พักล่วงหน้าได้ 60 วันที่ โทร. +66 (0) 2562 0760
หรือที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี 22190 โทร. +66 (0) 3943 4528
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 3943 4528
โทรสาร : +66 (0) 3943 4258
เว็บไซต์ : -
อีเมล์ : tatryong@tat.or.th
วัดมังกรบุปผาราม (วัดเล่งฮัวยี่)
ที่ตั้งวัด ถนนสุขุมวิท ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี 22130 โทร. 039-397210 การเดินทาง : ถนนสุขุมวิท
เส้นทางสายจันทบุรี-ขลุง ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี 12 กิโลเมตร

ประวัติความเป็นมา
วัดมังกรบุปผาราม มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า เล่งฮั้วยี่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2520 มีพื้นที่จำนวน 8 ไร่เศษ เป็นวัดในพุทธศาสนา มหายานฝ่ายจีนนิกาย มีประวัติเกี่ยวข้องกับ พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็ง) ปฐมเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) กรุงเทพฯ และวัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) จังหวัดฉะเชิงเทรา ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ท่านพระอาจารย์สกเห็งเป็นชาวมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ท่านได้ยินกิตติศัพท์ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรือง พระพุทธศาสนาจึงเดินทางเข้ามาเพื่อนมัสการปูชนียสถานในประเทศไทย เมื่อแรกที่ท่านเข้ามานั้นได้จำพรรษาอยู่ ณ วิหารพระกวนอิมข้างวัดกุศลสมาคร ชาวจีนในพระนครเห็นความเคร่งครัดในศิลาจารวัตรก็พากันเลื่อมใสจึงชวนกันเรี่ยไรเงินบูรณะเป็นอารามฝ่ายจีนนิกายชื่อ วัดย่งฮกยี่ ต่อมาได้รับพระราชทานนามวัดเป็นภาษาไทยว่า “วัดบำเพ็ญจีนพรต” จึงเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จีนจำพรรษาตั้งแต่นั้นมา เมื่อมีพระสงฆ์จีนมากขึ้น

ท่านพระอาจารย์สกเห็งเห็นว่า ควรจักขยับขยายวัดฝ่ายจีนนิกายให้กว้างออกไป ท่านได้เลือกชัยภูมิแห่งหนึ่งตรงบริเวณถนนเจริญกรุง เขตป้อมปราบฯ สร้างอารามใหญ่ขึ้น ทั้งนี้โดยพระบรมราชูปถัมภ์และการช่วยเหลือของพุทธบริษัทไทย-จีน ได้ชื่อทางภาษาจีนว่า “วัดเล่งเน่ยยี่” ต่อมาพระอาจารย์สกเห็งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามวัดเป็นภาษาไทยว่าวัดมังกรกมลาวาส
ต่อมาพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็ง) กับศิษย์ผู้หนึ่งชื่อ “พระกวยเล้ง” ได้ไปสร้างวัดเล่งฮกยี่ หรือ “วัดจีนประชาสโมสร” ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และท่านเตรียมจะสร้างวัดเล่งฮั้วยี่ หรือวัดมังกรบุปผาราม ที่จังหวัดจันทบุรี อีกแห่งหนึ่ง โดยท่านได้จาริกมาจำพรรษาที่นี่ตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2417

ซึ่งต่อมาพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็ง) ได้นำคณะพุทธศาสนิกชนชาวจีนเข้ารับเสด็จ และกราบทูลรายงานการก่อสร้างวัด เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินประพาสน้ำตกพลิ้ว ปีวอก พ.ศ. 2427 (มีปรากฏในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันภาค 24 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองฝั่งทะเลตะวันออก)
แต่ต่อมาท่านพระอาจารย์สกเห็ง เกิดอาพาธถึงแก่มรณภาพเสียก่อน จึงเหลือแต่มงคลนามสำนักแห่งนี้ ซึ่งท่านได้ตั้งชื่อภาษาจีนว่า เล่งฮั้วยี่ ศิษย์ของท่าน คือ หลวงจีนคณาณัติจีนพรต (กวยล้ง) ได้ดำเนินการต่อ แต่ท่านพระอาจารย์กวยเล้ง ก็ได้มรณภาพลงเสียก่อน สำนักแห่งนี้จึงไม่สำเร็จตามโครงการที่วางไว้
หลังจากนั้นเป็นเวลา 80 ปีเศษ สำนักแห่งนี้รกร้างและมีหลักฐานเป็นที่ดินแปลงหนึ่งของธรณีสงฆ์ ตั้งอยู่บริเวณปากทางเข้าน้ำตกพลิ้ว ด้วยเหตุที่การคมนาคมไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน และยังชุกชุมด้วยไข้ป่า ทางราชการสมัยนั้น จึงได้ยกธรณีสงฆ์แห่งนี้ถวายวัดเขตต์นาบุญญาราม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ในสังกัดอนัมนิกายปกครองรักษาสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันเหลือแต่มงคลนามของวัด

จนประมาณปี พ.ศ. 2508 ได้มีพระเจตชฎา ฉายาเย็นฮ้วง ศิษย์ของท่านพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร(โพธิ์แจ้ง) อดีตเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย บังเกิดกุศลเจตนาที่จะสืบสานงานก่อสร้าง สำนักวัดมังกรบุปผาราม(เล่งฮั้วยี่) ให้สำเร็จตามเจตนารมณ์ของบูรพาจารย์ โดยท่านได้ปฏิบัติธรรมหาความวิเวกเดินตามแนวทางของท่านอาจารย์จีนนิกายในอดีต ณ บริเวณน้ำตกพลิ้ว อาศัยพุทธบารมีเป็นที่ตั้ง ด้วยความศรัทธามั่นคงของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดในการนำของอุบาสก-อุบาสิกา ได้แก่ 1.อึ้งชุงฮ้อกอี 2.จีนล่งเส็งอี 3.บ้วนแซอี 4.นายสำรอง จิตตสงวน 5.นายซ้อน ริผล จึงได้รวบรวมปัจจัย ทั้งด้านทุนทรัพย์และวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและแรงงานเพื่อพระพุทธศาสนาได้จัดหาที่ดินแปลงหนึ่ง เป็นสถานที่ก่อสร้างวัดที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย มีความยินดีได้ร่วมแรงร่วมใจปฏิสังขรณ์ก่อสร้างวัดมังกรบุปผารามขึ้นใหม่ แต่ต่อมาพระเย็นฮ้วง มรณภาพลงด้วยไข้มาเลเรีย เมื่อ พ.ศ. 2518 พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร(โพธิ์แจ้ง) เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายในครั้งนั้น จึงได้มีบัญชามอบภารกิจให้ หลวงจีนคณาณัติจีนพรต(เย็นบุญ) เจ้าอาวาสวัดทิพยวารีวิหาร ได้ดูแลนำพุทธศาสนิกชนร่วมสนับสนุนจนการก่อสร้างวัดได้สำเร็จลง
ศิลปะสถาปัตยกรรมวัดมังกรบุปผาราม
สถาปัตยกรรมเป็นลักษณะผสมผสานระหว่างพุทธศิลป์ไทย-จีน ศิลปะแบบสถาปัตยกรรมจีนภาคใต้ถาวรวัตถุที่สำคัญ ๆ ของวัด ด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูวัด สร้างด้วยศิลปะจีน ลานหน้าวัดด้านนอกเป็นลานโล่งมีสนามหญ้า มีหอแปดเหลี่ยมเคียงคู่กันสองหลัง ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคและหินขัด เป็นลดลายต่าง ๆ สวยงาม
หอแปดเหลี่ยม หลังด้านซ้ายเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อหลวงจีนคณาณัติจีนพรต(เย็นบุญ) อดีตปลัดขวาจีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดทิพยวารีวิหาร และรักษาการเจ้าอาวาสวัดมังกรบุปผาราม ท่านเป็นผู้ดูแลการก่อสร้างวัดได้สำเร็จลง มรณภาพ เมื่อ พ.ศ. 2526


หลังด้านขวาเป็นศาลาที่ระลึก พล.อ.กฤษณ์ ศรีวรา ซึ่งเป็นผู้ได้อุปถัมภ์การก่อสร้างวัดมังบุปผาราม
ด้านหน้าวัดเป็นวิหารท้าวจตุโลกบาล ด้านหน้าวิหารจารึกธารณีภาษาสันสกฤต อักษรสิทธัม ภายในประดิษฐานพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์(หมี่เล็กผ่อสัก) พระโพธิ์สัตว์ผู้จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ด้านหลังเป็นพระสกันทโพธิสัตว์(อุ่ยท้อผ่อสัก) และท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่(ซี่ไต่เทียงอ้วง)
อุโบสถ เป็นรูปทรงจีนหลังคาซ้อน 3 ชั้น ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประธานสามพระองค์ เมื่อเราหันหน้าสู่ภายในอุโบสถ คือองค์กลางพระศากยมุนีพุทธเจ้า(เซ็กเกียหม่อนี้ฮุก) องค์ซ้ายพระอมิตาภพุทธเจ้า (ออมีท้อฮุก) องค์ขวาพระไภษัชยคุรุ พุทธเจ้า(เอี๊ยะซือฮุก) พร้อมด้วยพระสาวกเบื้องซ้ายและขวา คือพระมหากัสสปเถระ(เกียเหี๊ยะจุนเจี้ย) และพระอานนท์(ออหนั่งท้อจุนเจี้ย) ด้านข้างประดิษฐานพระมัญชุศรีโพธิสัตว์(บุ่งซู่ผ่อสัก) ผู้เลิศด้วยมหาปัญญาประทับบนหลังสิงโต หมายถึงพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ทรงมีพระปัญญาคุณเลิศกว่าหมู่สรรพสัตว์ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์(โผวเฮี้ยงผ่อสัก) ผู้เลิศด้วยมหาจริยาประทับบนหลังช้างเผือกหกงา อันหมายถึงบารมีหก ที่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายบำเพ็ญ รูปเคารพทั้งหลายปิดทองคำเปลวเหลืองอร่ามประดิษฐานภายในซุ้มแบบจีนบนฐานชุกชี ภายในมีลวดลายไม้แกะสลักปิดทองแบบศิลปะจีนอย่างสวยงาม พื้นภายในเป็นหินขัดยอดหลังคาอุโบสถเป็นเจดีย์ พื้นอุโบสถด้านนอกเป็นหินขัดลายจีน

ด้านหลังอุโบสถเป็นวิหารสุขาวดีตรีอารยะ ภายในประดิษฐานพระปฏิมาพระอมิตาภพุทธเจ้า องค์ศาสดาแห่งสุขาวดีโลกธาตุปัจฉิมทิศ พร้อมด้วยพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(กวงซีอิมผ่อสัก) และพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์(ไต่ซีจี่ผ่อสัก) มหาสาวกของพระองค์ แห่งสุขาวดีพุทธเกษตร จีงเรียกกันว่าพระตรีอารยะแห่งปัจฉิมทิศ(ไซฮึงชาเสี่ย) คือแดนสุขาวดีนั่นเอง ด้านข้างประดิษฐานรูปเหมือนพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็งมหาเถระ) ปฐมเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย ผู้สถาปนาวัดมังกรบุปผาราม ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรูปเหมือนพระอาจารย์เย็นฮ้วง ผู้พัฒนาวัดมังกรบุปผารามในสมัยต่อมา

นอกจากนี้ยังมี วิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(กวนซีอิมผ่อสัก) ปางสหัสรหัตถ์สหัสรเนตร (พระกวนอิมปางพันมือพันตา) วิหารพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์(ตี่จั่งอ้วงผ่อสัก) วิหารบรรพบุรุษเป็นที่สาธุชนตั้งป้ายบูชาวิญญาณผู้ล่วงลับ และสถูปเจดีย์ทรงธิเบตที่บรรจุอัฐิบูรพาจารย์ด้านหลังวัด แวดล้อมด้วยหมู่กุฏิสงฆ์ โรงครัว โรงอาหาร ที่พักผู้ปฏิบัติธรรม เรียงรายอยู่โดยรอบอย่างเป็นระเบียบทางเดินภายในวัดส่วนใหญ่เป็นหินขัด
กิจกรรมประจำปี งานสัปดาห์ปฏิบัติธรรมภาวนาพระนามพระอมิตาภะพุทธเจ้า(ฮุกชิก) ซึ่งจะจัดขึ้นหลังตรุษจีน คือวันที่ 21 (จันทรคติจีน) และงานทอดกฐิน
วัดเขาคิชกูฏเปิดแล้ว


